foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

In the name of Allah I بِسْــــــــــــــــــمِ اﷲِالرَّحْمَنِ اارَّحِيم

Assalamualaikum I اَلسَّلَامُ عَلَيْكُم

ขอความสันติ จงมีแด่ท่าน I Peace Be Upon You

WELCOME TO IICTH.COM I ยินดีต้อนรับ สู่เว็บไซต์

ศูนย์สารสนเทศอิสลาม I Islamic Information Center

Get Adobe Flash player

Creative Social Widget

ภาพ-นิทรรศการ

25,10,0,50,1
5,600,50,1,3000,500,25,800
100,150,1,50,12,30,50,1,70,12,1,40,1,1,1,3000
0,1,0,0,2,40,15,5,2,1,0,17,0,1
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...

ASM-TVonline 24 Hrs.

ทำไม เยเมน จึงมีความสำคัญสำหรับสายธารชีอะฮ์

     ชาวเยเมนนับล้านคนหันเข้าสู่สายธารชีอะฮ์หลังการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน จากการให้ความสำคัญต่อชาวเยเมนของท่านอิมามอะลี (อ.) จนถึงการแสดงความจงรักภักดีของพวกเขาต่อท่านอิมามฮุเซน (อ.) ในวันอาชูรอ ชาวเยเมนจำนวนมากเป็นผู้ให้การสนับสนุนและเป็นสหายผู้ช่วยเหลือของท่านอิมามฮะซัน (อ.) และอิมามฮุเซน (อ.) โดยมีชาวเยเมนจำนวน 34 คน ที่อยู่ในกลุ่มของบรรดาชะฮีด (ผู้พลีชีพ) เคียงข้างท่านอิมามฮุเซน (อ.) ในวีรกรรมแห่งอาชูรอ

     ขบวนการเคลื่อนไหวของชาวชีอะฮ์ในเยเมนกำลังมีแนวโน้มไปสู่ขยายตัวและการเติบโต จากการพิจารณาโดยสังเขปเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า กลุ่มต้านทาน (มุกอวะมะฮ์) ของชาวชีอะฮ์ภายใต้การนำของอับดุลมะลิก อัลเฮาซีย์ ในด้านของปริมาณและคุณภาพนั้น มีสภาพการณ์ที่ดีขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในขณะที่ความสำคัญทางด้านศาสนาของดินแดนแห่งเยเมน ไม่ว่าจะเป็นสถานะของชาวชีอะฮ์ ในคำพูดของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และท่านอิมามอะลี (อ.) และการเน้นย้ำของบรรดาอิมาม (อ.) ผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งความรักและความผูกพันของชาวเยเมนที่มีต่ออะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.) และความรักที่มีต่ออิหร่านในวัฒนธรรมของพวกเขา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งจากมิติต่างๆ ที่สำคัญที่วางอยู่ในร่มเงาของความสำคัญทางด้านการเมืองของประเทศนี้ แต่ก็มีการกล่าวถึงในเรื่องนี้กันน้อยมาก

     ประเทศเยเมนมีพื้นที่ประมาณ 968,528 ตารางกิโลเมตร ประชากรของในปัจจุบันนี้มีประมาณ 25 ล้านคน ชายแดนทางทิศเหนือของเยเมนติดกับประเทศซาอุดีอาระเบียและทิศตะวันออกติดกับประเทศโอมาน ทางภาคใต้ติดกับทะเลอาหรับและทางตะวันตกติดกับทะเลแดง เกือบ 55% ของประชากรของเยเมนเป็นชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ แต่ส่วนใหญ่ของพวกเขานับถือมัซฮับชาฟิอี และ 35% เป็นชาวชีอะฮ์ซัยดียะฮ์ และ 5% เป็นชาวชีอะฮ์อิมามียะฮ์ และอีก 5% เป็นชาวชีอะฮ์อิสมาอีลียะฮ์ แต่โดยรวมแล้วนับได้ว่าประชาชนชาวเยเมนทั้งหมดมีความรักและความผูกพันต่ออะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.) ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ)

ทำไม เยเมน จึงมีความสำคัญสำหรับสายธารชีอะฮ์

ชาวชีอะฮ์ซัยดียะฮ์ในเยเมน

ประมาณ 45% จากจำนวนประชากร 25 ล้านคนของประเทศเยเมนเป็นชาวชีอะฮ์ โดยทั่วไปแล้วชาวชีอะฮ์ในเยเมนจะเป็นที่รู้จักกันในนาม “ชีอะฮ์ซัยดียะฮ์” มัซฮับ (นิกาย) สำคัญของสายธารชีอะฮ์ในเยเมนได้แก่ ซัยดียะฮ์ อิมามียะฮ์ และอิสมาอีลียะฮ์ ภายหลังจากโศกนาฏกรรมแห่งกัรบะลาหรืออาชูรอ ซึ่ง “ซัยด์ บินอะลี บินฮุเซน” ได้ตัดสินใจที่จะยืนหยัดขึ้นต่อสู้นั้น เขาไม่พบสถานที่ใดที่จะเหมาะสมยิ่งไปกว่าเยเมน ชาวชีอะฮ์ซัยดียะฮ์ในประเทศเยเมนจะอาศัยอย่างหนาแน่นอยู่ในเมือง "ซานา" หรือ “ซ็อนอาอ์” และในจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ และชาวชีอะฮ์อิสมาอีลียะฮ์จะอาศัยอยู่ตามภูเขาต่างๆ ทางทิศตะวันตกที่ติดกับทะเลแดง ส่วนชาวชีอะฮ์อิซนาอะชะรียะฮ์ (หรือชาวชีอะฮ์อิมามียะฮ์) จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมเคียงข้างกับทั้งชาวชีอะฮ์ซัยดียะฮ์และชาวชีอะฮ์อิสมาอีลียะฮ์ และในจังหวัดเอเดน มัซฮับซัยดียะฮ์นั้นยังแยกออกเป็นหลายกลุ่มคือ

   1. ญารูดียะฮ์ : ซึ่งไม่มีความแตกต่างกับชีอะฮ์อิมามียะฮ์มากนัก และเกี่ยวกับความจำเป็นในความเป็นผู้ปกครอง (คิลาฟะฮ์) ของบรรดาอิมามมะอ์ซูม (ผู้บริสุทธิ์) นั้นพวกเขาก็มีความเชื่อเช่นเดียวกับชีอะฮ์อิมามียะฮ์ (หมายถึงผู้นำจะต้องมาจากอะฮ์ลุลบัยติ์ของท่านศาสดา) ส่วนใหญ่ของชาวชีอะฮ์ซัยดียะฮ์จะปฏิบัติตามสายธารนี้ และปัจจุบันนี้ด้วยกับความพยายามต่างๆ ของอัลลามะฮ์ “ซัยยิดบัดรุดดีน อัลเฮาซีย์” และชะฮีด “ซัยยิดฮุเซน" บุตรชายของท่าน ทำให้ประชาชนกลุ่มนี้เปลี่ยนมาเป็นชีอะฮ์อิมามียะฮ์หรือไม่ก็เข้าใกล้กับชีอะฮ์อิมามีมะฮ์มากขึ้นกว่าในอดีต

ทำไม เยเมน จึงมีความสำคัญสำหรับสายธารชีอะฮ์

   2.ฮาดะวีย์ สุไลมานีย์ และ ซอลิฮีย์ : ทั้งสามกลุ่มนี้เชื่อว่าท่านอิมามอะลี (อ.) มีความประเสริฐกว่าค่อลีฟะฮ์คนอื่นๆ แต่พวกเขายอมรับว่าสามารถที่จะให้คนที่มีความประเสริฐน้อยกว่า (มัฟฎูล) ขึ้นมาทำหน้าที่นำผู้ที่มีความประเสริฐมากกว่า (อัฟฎ็อล) ได้ และพวกเขาจะยอมรับการเป็นค่อลีฟะฮ์ของบุคคลทั้งสี่ หลังจากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ชาวชีอะฮ์ซัยดียะฮ์มีความเชื่อว่า ห้าอิมามเป็นมะอ์ซูม (ผู้บริสุทธิ์จากบาป) ซึ่งได้แก่ อิมามอะลี (อ.) อิมามฮะซัน (อ.) อิมามฮุเซน (อ.) อิมามซัยนุ้ลอาบิดีน (อ.) และอิมามซัยด์ (อ.) ส่วนบุคคลอื่นๆ ในทัศนะของชาวซัยดียะฮ์ แม้จะเป็นอิมามที่ยืนหยัดขึ้นต่อสู้ด้วยดาบ และทำหน้าที่ในการเป็นผู้นำก็ตาม ไม่ถือว่าเป็นมะอ์ซูม (ผู้บริสุทธิ์จากบาป)

    ในความเป็นจริงแล้ว ความแตกต่างระหว่าง “ชีอะฮ์ซัยดียะฮ์” กับ “ชีอะฮ์อิซนาอะชะรียะฮ์” อยู่ในประเด็นที่ว่า ชาวซัยดียะฮ์ไม่เชื่อเรื่องการการสืบทอดอย่างต่อเนื่องของตำแหน่งอิมาม (ผู้นำ) และพวกเขาเชื่อว่า หากลูกหลานของศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) คนใดก็ตามที่จับดาบขึ้นต่อสู้และประชาชนจำนวนมากได้ปฏิบัติตามเขา ก็จำเป็นที่คนอื่นๆ ต้องเข้าร่วมสมทบกับเขาผู้นั้น อย่างไรก็ดี เยเมนได้เชื่อมโยงอยู่กับความรักและความผูกพันต่ออะฮ์ลุลบัยติ์ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ)

ทำไม เยเมน จึงมีความสำคัญสำหรับสายธารชีอะฮ์

สถานะของชีอะฮ์ชาวเยเมนในยุคของท่านศาสดา (ซ็อลฯ ) และท่านอิมามอะลี (อ.)

สายธารชีอะฮ์นับได้ว่าเข้าสู่เยเมนพร้อมกับการเดินทางของท่านอิมามอะลี บินอบีฏอลิบ (อ.) ไปยังดินแดนแห่งนี้ ภายหลังจากการพิชิตนครมักกะฮ์ ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ส่งคอลิด บินวะลีดไปยังเยเมน เพื่อเรียกร้องเชิญชวนประชาชนของของดินแดนแห่งนี้มาสู่ศาสนาอิสลาม เขาได้พำนักอยู่ในเยเมนเป็นเวลาถึงหกเดือน แต่ไม่มีใครหันมาศรัทธาต่ออิสลามเลย ทำให้เขาจำเป็นต้องเดินทางกลับสู่นครมะดีนะฮ์ ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ออกคำสั่งต่อท่านอิมามอะลี (อ.) ให้เดินทางไปยังเยเมน และได้กล่าวกับท่านว่า

 يا علي لاتقاتلن أحداً حتى تدعوه ، وأيم الله لأن يهدي الله على يديك رجلاً خير لك مما طلعت عليه الشمس وغربت ، ولك ولاؤه

“โอ้อะลี! เจ้าจงอย่าได้สู้รบกับใครอย่างเด็ดขาด จนกว่าเจ้าจะได้เชิญชวนเขา (มาสู่อิสลาม) เสียก่อน ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า มาตรแม้นว่าอัลลอฮ์ได้ทรงชี้นำทางคนผู้หนึ่งด้วยมือของเจ้า ย่อมดีงามสำหรับเจ้ายิ่งกว่าสิ่งที่ดวงอาทิตย์ได้ขึ้นและตกบนมัน และเจ้าจะได้เป็นผู้ปกครองของเขา

      เมื่อท่านอิมามอะลี (อ.) ได้ยินข่าวดีเช่นนั้นท่านรู้สึกปีติยินดีและออกเดินทางมุ่งสู่เยเมน ในขณะที่ท่านอิมามอะลี (อ.) กำลังจะออกเดินทางนั้น ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) แนะนำสั่งเสียและเน้นย้ำกับท่านว่า ให้แสดงออกด้วยความเมตตาต่อประชาชนของดินแดนแห่งนี้ให้มาก ทันทีที่ท่านอิมามอะลี (อ.) ไปถึงแผ่นดินเยเมน ท่านได้เชิญชวนประชาชนให้มารวมตัวกัน และได้อ่านสาส์นของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ให้พวกเขาฟัง ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้ทำหน้าที่เชิญชวนประชาชนในดินแดนนั้นมาสู่อิสลามทั้งโดยการกระทำและโดยคำพูดของท่าน ในที่สุดประชาชนจากเผ่าฮัมดานทั้งหมดได้เข้ารับอิสลาม ผลกระทบจากพฤติกรรมและการแสดงออกของท่านอิมามอะลี (อ.) ในการทำหน้าที่ปกครองและการตัดสินในระหว่างประชาชนนับจากช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ชาวเผ่าฮัมดานไม่แยกตัวออกไปจากท่านเลย และในสมัยที่ท่านได้ย้ายฐานการปกครองของท่านไปอยู่ในเมืองกูฟะฮ์ พวกเขาก็ได้อพยพไปพำนักอยู่ในกูฟะฮ์ด้วย และพวกเขาได้พลีอุทิศตนในการต่อสู้เคียงข้างท่านในสงครามต่างๆ

      เหตุผลเกี่ยวกับความสำคัญของประชาชนชาวเยเมนสำหรับท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และท่านอิมามอะลี (อ.) ก็เนื่องจากว่า เมื่อท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้เสียชีวิต (วะฟาต) ประมาณ 5 เดือนหลังจากการเดินทางของท่านอิมามอะลี (อ.) ไปยังเยเมน มุสลิมชาวมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ ได้ละทิ้งหลักการที่สำคัญที่สุดของศาสนาอิสลาม (คืออำนาจวิลายะฮ์หรืออำนาจการปกครองของท่านอิมามอะลี) และประชาชนบางเผ่าที่อยู่ในดินแดนที่ห่างไกลออกไปได้หันกลับไปสู่การปฏิเสธ (กุฟร์) และการตั้งภาคี (ชิรก์) ต่อพระผู้เป็นเจ้าเหมือนเดิม แต่ชาวมุสลิมในแผ่นดินเยเมนถึงแม้ว่าจะไม่ได้ล่วงรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ อันแสนขมขื่นภายหลังจากการเสียชีวิต (วะฟาต) ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังคงยึดมั่นอยู่ในความรักและการยอมรับในวิลายะฮ์ (ความเป็นผู้ปกครอง) ของท่านอิมามอะลี (อ.) อยู่ตลอดมา

และประมาณสองสามปีต่อมาเนื่องจากความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้พบกับท่านอิมามอะลี (อ.) พวกเขาได้เดินทางไปยังนครมักกะฮ์และได้ไปพบท่าน เนื่องจากความเสียสละและการพลีอุทิศตนอย่างมากมายของชาวเผ่าฮัมดานในสงครามซิฟฟีน ท่านอิมามอะลี (อ.) จึงได้รำพันบทกวีเชิดชูเกียรติของพวกเขา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสถานะของพวกเขา ณ ท่านอิมามอะลี (อ.) เป็นอย่างดี โดยท่านได้กล่าวว่า

 ولو كنت بوّاباً على باب جنّة ** لقلت لهمْدان ادخلي بسلام

“และมาตรว่าฉันเป็นผู้เฝ้าประตูแห่งสวรรค์แล้วไซร้ ฉันจะกล่าวต่อชาวฮัมดานว่า จงเข้าไปด้วยความสันติเถิด”

     จำนวนทหารในฝ่ายของท่านอิมามอะลี (อ.) ประมาณ 25,000 คนที่เป็นชะฮีด (ถูกสังหาร) ซึ่งจำนวนมากจากพวกเขาคือชาวเผ่าฮัมดาน ในเหตุการณ์สงครามญะมั้ลและสงครามซิฟฟีนนั้น บุคคลสำคัญทางด้านการเมืองของเยเมนได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทและความพยายามอย่างมากมายของพวกเขา โดยที่ มาลิก อัชตัร นะค่ออีย์, อะดีย์ บินฮาติม อัฏฏออีย์, ซุเฮร บินเกซ และ ฮานี บินอุรวะฮ์ คือส่วนหนึ่งจากบุคคลเหล่านั้น นอกจากมาลิก อัชตัรแล้ว บุคคลสำคัญอื่นอย่างเช่น “อัมมาร บินยาซีร” และ “อุเวซ กอรอนี” ซึ่งเป็นสหายที่ซื่อสัตย์ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และท่านอิมามอะลี (อ.) ก็มีเชื้อสายเป็นชาวเยเมนด้วยเช่นกัน

      ปัจจุบันมีมัสยิดแห่งหนึ่งในเมืองซ็อนอาอ์ (หรือซานาเมืองหลวงของเยเมน) มีชื่อว่า "ญาเมี๊ยะอ์ อะมีรุ้ลมุอ์มินีนอะลี บินอบีฏอลิบ (อ.)" ซึ่งถูกสร้างโดยสตรีผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่า “ฟาฏิมะฮ์” ชาวเผ่าฮัมดาน บนพื้นฐานของริวายะฮ์ (คำรายงาน) ต่างๆ ฟาฏิมะฮ์ผู้นี้คือสตรีชาวเยเมนจากเผ่าฮัมดานคนแรก ที่ตอบรับเสียงเรียกร้องเชิญชวนของท่านอิมามอะลี (อ.) และได้เข้ารับอิสลาม เผ่ามัษฮัจญ์ซึ่งมี “ฮานี บินอุรวะฮ์” เป็นหัวหน้าเผ่า และเช่นเดียวกันนี้ เผ่า “บนีนะเคาะอ์” ซึ่งมาลิก อัชตัร เป็นชนเผ่านี้ ได้เข้ารับอิสลามหลังจากเผ่าฮัมดาน และเป็นส่วนหนึ่งจากสหายที่ซื่อสัตย์ของท่านอิมามอะลี (อ.) ตลอดมา พวกเขามีความรักและความผูกพันต่อท่านอิมาม (อ.) และฮะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.) ถึงขั้นที่ว่า ได้อพยพตามท่านอิมามอะลี (อ.) และอะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.) ไปยังเมืองกูฟะฮ์และอิรัก และส่วนใหญ่ของชนเผ่าต่างๆ ของชาวชีอะฮ์ในประเทศอิรักในปัจจุบันนี้ ก็มาจากเผ่าต่างๆ ของเยเมน ชาวชีอะฮ์ของเมือง “ญะบะลุ้ลอามิล” ของเลบานอน ก็มาจากตระกูลต่างๆ ของเผ่า "อามิละฮ์" ที่เป็นชีอะฮ์ในเยเมนในยุคของท่านอิมามอะลี (อ.)

ทำไม เยเมน จึงมีความสำคัญสำหรับสายธารชีอะฮ์

บทบาทของชาวเยเมนในเหตุการณ์แห่งอาชูรอของท่านอิมามฮุเซน (อ.)

      ชาวเยเมนจำนวนมากเป็นผู้ให้การสนับสนุนและเป็นสหายผู้ช่วยเหลือของท่านอิมามฮะซัน (อ.) และอิมามฮุเซน (อ.) โดยมีชาวชีอะฮ์จากเยเมนจำนวน 34 คน อยู่ในกลุ่มของบรรดาชะฮีด (ผู้พลีชีพ) เคียงข้างท่านอิมามฮุเซน (อ.) ในวีรกรรมแห่งอาชูรอ สมาชิกหลักๆ ของขบวนการเคลื่อนไหว “อัตเตาวาบีน” (ผู้กลับตัวกลับใจ) ภายหลังจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมแห่งอาชูรอก็ประกอบไปด้วยชาวเยเมน ซึ่งในยุคต่อๆ มาพวกเขาได้พลีอุทิศชีวิตของตนเพื่อการปกป้องอะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.) ตามความศรัทธาของพวกเขา หลังจากการยืนหยัดขึ้นต่อสู้ของ “ซัยด์ บินอะลี” (บุตรของอิมามซัยนุ้ลอาบิดีน (อ.)) โดยการแสดงถึงปฏิกิริยาที่มีต่อโศกนาฏกรรมแห่งอาชูรอ ประเทศเยเมนก็เป็นดินแดนหนึ่งที่ตอบรับการยืนหยัดต่อสู้ในครั้งนี้ และลูกหลานของเขาก็ได้กลายเป็นผู้ก่อตั้งระบอบการปกครองของซัยดียะฮ์ขึ้นในเยเมนและในเมืองฏ็อบริสตานของอิหร่าน แม้ว่าซัยด์ บินอะลี จะไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นอิมามก็ตาม แต่เนื่องจากการยืนหยัดต่อสู้เพื่อแก้แค้นให้กับเลือดของบรรดาผู้ถูกอธรรมในโศกนาฏกรรมแห่งกัรบะลา ได้กลายเป็นสาเหตุทำให้บรรดาผู้ปฏิบัติตามเขาถือว่าเขาเป็นอิมามที่ห้าของพวกเขา

       ซัยด์ บินอะลี ได้เรียกร้องเชิญชวนประชาชนมาสู่การสร้างความพึงพอใจให้แก่วงศ์วานของของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกิจการของอุมมะฮ์ (ประชาชาติ) อิสลาม และเขาต้องการที่จะทำให้อำนาจการปกครองและตำแหน่งคิลาฟะฮ์กลับคืนมาสู่เจ้าของเดิมที่แท้จริงของมัน หมายถึงท่านอิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก (อ.) ในกรณีที่ได้รับชัยชนะ และการยืนหยัดต่อสู้ของซัยด์ ก็ไม่ได้ถูกตำหนิแต่ประการใดจากท่านอิมามซัจญาด (อ.) และอิมามท่านอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น การยืนหยัดต่อสู้ของซัยด์ยังได้รับการสนับสนุนและการส่งเสริมจากอิมามซัจญาด (อ.) ผู้เป็นบิดาของตน และอิมามมุฮัมมัด บากิร (อ.) ผู้เป็นพี่ชายของตนด้วยเช่นกัน

 

ทำไม เยเมน จึงมีความสำคัญสำหรับสายธารชีอะฮ์

ความสัมพันธ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมระหว่างเยเมนกับอิหร่าน

      ชาวอิหร่านมีบทบาทสำคัญในการเข้ารับอิสลามของชาวเยเมนและการเข้าสู่สายธารชีอะฮ์ ยะห์ยา บินฮุเซน หลังจากล้มเหลวในการยืนหยัดต่อสู้กับรัฐบาลของราชวงศ์อับบาซียะฮ์ในเมืองฏ็อบริสตานของอิหร่าน เขาได้หนีไปยังเยเมน และได้จัดตั้งรัฐบาลของซัยดียะฮ์แห่งแรกขึ้นในแคว้นเซาะอ์ดะฮ์ แม้ว่าประวัติศาสตร์การเริ่มต้นการปรากฏขึ้นของมัซฮับซัยดียะฮ์จะย้อนกลับไปยังปี ฮ.ศ. 299 ก็ตาม โดยที่ "อิบนิ ฏอบาฏอบา ได้ยืนหยัดขึ้นต่อสู้ในเมืองกูฟะฮ์ และเขาได้ส่งชาวอะละวีย์ผู้หนึ่ง ซึ่งมีนามว่า “อิบรอฮีม บินมูซา” ไปยังเยเมน แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็ต้องประสบกับความล้มเหลว แต่มัซฮับซัยดียะฮ์ก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไปในเยเมน และบรรดาผู้สนับสนุนของเขาก็ยังคงยึดมั่นอยู่ในแนวทางนี้

      ดังนั้นในขั้นตอนต่อมา เมื่อขบวนการเคลื่อนไหวของชาวชีอะฮ์ซัยดียะฮ์สามารถนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลซัยดียะฮ์ได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับปี ฮ.ศ. 380 ในช่วงเวลาที่ "ยะห์ยา บินฮุเซน" ที่ถูกรู้จักในนาม "อัลฮาดี อิลัลฮักก์ (ผู้ชี้นำทางสู่สัจธรรม) ได้อพยพไปยังเยเมน เขาได้เดินทางอพยพไปยังเมืองเซาะอ์ดะฮ์พร้อมกับผู้ช่วยเหลือชาวอิหร่านจากเมืองดัยลัมและฏ็อบริสตานประมาณ 800 คน ต่อมาเผ่าฮัมดาน เผ่าเคาลานและเผ่าบะกีลได้ให้สัตยาบัน (บัยอัต) ต่อเขา และรัฐบาลชีอะฮ์แห่งแรกจึงได้ถูกจัดตั้งขึ้นในเยเมน “อัลฮาดี อิลัลฮักก์” ซึ่งเป็นอิมามของชาวซัยดียะฮ์ในขณะนี้ก็คือ ยะห์ยา บินฮุเซน ซึ่งถูกฝังอยู่ในมัสยิด “ญาเมี๊ยะอ์อัลฮาดี” ในเมืองเซาะอ์ดะฮ์ หลุมฝังศพของเขากลายเป็นสถานที่ซิยาเราะฮ์ของชาวชีอะฮ์ และสหายผู้ช่วยเหลือชาวอิหร่านของเขาก็ถูกฝังอยู่ในแผ่นดินส่วนหนึ่งที่มีชื่อว่า “มักบะเราะฮ์ ฏ็อบรียูน” (สุสานของชาวฏ็อบรีย์) ซึ่งอยู่เคียงข้างฮะรัม (สถานฝังศพ) ของเขา

      ภายหลังจากยะห์ยา บินฮุเซน และบรรดาอิมามของชาวซัยดียะฮ์ได้ทำการปกครองอยู่ในแผ่นดินเยเมนมาเป็นระยะเวลายาวนานถึง 11 ศตวรรษ มัซฮับซัยดียะฮ์ ฮาดะวียะฮ์ ซึ่งได้สัมพันธ์ไปยัง “อัลอาดี อิลัลฮักก์” ที่มีความใกล้เคียงกับมัซฮับชีอะฮ์อิมามียะฮ์ อิซนาอะชะรียะฮ์เป็นอย่างมาก ชาวซัยดียะฮ์ ถือว่า “อิมามซอเดะฮ์อัชร็อฟ” ในเมืองออสตอเนะฮ์ อัชรอฟีเยะฮ์ ในจังหวัดกีลาน และ “อหม่ามซอเดะฮ์ฮาชิม” ในจังหวัดมอซันดะรอน เป็นอิมาม “กออิม บิซซัยฟ์” (ผู้ยืนหยัดต่อสู้ด้วยดาบ) และนับว่าบุคคลทั้งสองคืออิมามของตน ทำนองเดียวกันนี้ หลุมฝังศพของ “นาซิร อัฏรูซ” และ “นาซิร กะบีร” ที่อยู่ในภาคเหนือของอิหร่านนั้น นับว่ามีความสำคัญอย่างมากสำหรับชาวซัยดียะฮ์ในเยเมน

ทำไม เยเมน จึงมีความสำคัญสำหรับสายธารชีอะฮ์

ทำไม เยเมน จึงมีความสำคัญสำหรับสายธารชีอะฮ์

 

      ท่านอายะตุลลอฮ์อะลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลาม ในการเข้าพบของวิศวกรกลุ่มหนึ่ง (ในปี ค.ศ. 2004) ท่านได้กล่าวว่า “จากจังหวัดมอซันดะรอนของเรา และจากจังหวัดกีลานของเรา ในพื้นที่ทางตอนเหนือของเทือกเขาอัลบุรุซนี่เอง ที่ชาวอิหร่านกลุ่มหนึ่งของเราได้ยืนหยัดขึ้นและได้เดินทางไปยังเยเมน และได้ก่อตั้งรัฐบาลชีอะฮ์ซัยดียะฮ์ขึ้นที่นั่น ชาวเยเมนเป็นชีอะฮ์ซัยดียะฮ์ และพวกเขามีรัฐบาลของซัยดียะฮ์ สิ่งนี้เกิดขึ้นโดยทหารชาวอิหร่าน บรรดานักต่อสู้ (มุญาฮิดีน) และผู้พิทักษ์ปกป้องอิสลามและสายธารชีอะฮ์”

      ท่านผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลาม ได้กล่าวในการเข้าพบของคณะผู้จัดงานเชิดชูเกียรติผู้บัญชาการทหารและบรรดาชะฮีดจำนวนหมื่นคนของจังหวัดมอซันดะรอน (ในปี ค.ศ. 2013) ว่า “ในการพบปะกับประชาชนของจังหวัดมอซันดะรอน นับจากช่วงเวลาที่พวกเขาได้กลายมาเป็นมุสลิมนั้น พวกเขาคือผู้ปฏิบัติตามอะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.) กล่าวคือนับตั้งแต่วันแรกของการเข้ารับอิสลาม ที่อิสลามของพวกเขาได้ควบคู่อยู่กับการปฏิบัติตามอะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.) นั่นคือเรื่องที่ยิ่งใหญ่ แม้ในช่วงเวลาต่อมาเมื่อบรรดาซาดาต (ซัยยิด) ชาวซัยดียะฮ์และบรรดานักต่อสู้กลุ่มหนึ่งที่ปฏิบัติตามแนวทางของซัยดียะฮ์ต้องการที่จะปฏิบัติภารกิจต่างๆ ในเยเมน บุคคลจำนวนหนึ่งจากจังหวัดมอซันดะรอนนี้ก็ได้เดินทางไปช่วยเหลือพวกเขา และสามารถจัดตั้งรัฐบาลแห่งอะลี และรัฐบาลของซัยดียะฮ์ในเยเมนได้สำเร็จในช่วงศตวรรษแรกๆ”

      ท่านผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามได้กล่าวในการเข้าพบของประชาชนชาวจังหวัดกีลานกลุ่มหนึ่ง (ในปี ค.ศ. 2001) ว่า “จากพื้นที่แห่งนี้บุรุษผู้องอาจและกล้าหาญจำนวนหลายพันคนได้เดินทางไปยังเยเมน เพื่อให้การช่วยเหลือแก่ลูกหลานของชะฮีดซัยด์ บินอะลี และรัฐบาลแห่งอะลีของเยเมนก็ได้ถูกจัดตั้งขึ้นด้วยมือแห่งความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของเหล่าบุรุษจากดินแดนแห่งนี้ ชาวซัยดียะฮ์ในเยเมนไม่มีขุมกำลังเลยแม้แต่น้อย ชาวจังหวัดกีลานได้เดินทางไปยังที่นั่น และได้จัดตั้งรัฐบาลของลูกหลานชะฮีดซัยด์ บินอะลีขึ้นมา นี่คือจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์อิสลามของพื้นที่แห่งนี้”

     ในการเดินมายังอิหร่านของชาวเยเมนนั้น พวกเขามักจะมาซิยาเราะฮ์ (เยี่ยมเยียน) สถานที่เหล่านี้เสมอ เกี่ยวกับสายสัมพันธ์อื่นๆ ที่ชาวเยเมนมีต่อชาวอิหร่านนั้น จำเป็นจะต้องเรียนรู้จากแนวทาง (ฏอรีเกาะฮ์) ของ “ญีลานี” กลุ่มญีลานีหรือกีลานีในเยเมนนั้น สัมพันธ์ไปยัง “อับดุลกอเดร กีลานี” อับดุลกอเดร กีลานี (หรือญีลานี) (มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี ค.ศ. 1077 ถึง 1166) ชื่อเต็มของเขาคือ “อับดุลกอเดร บินซอและห์ แญงกีดูซ กีลานี” ผู้เป็นอาริฟ (นักรหัสยะ) เป็นชาวซูฟี เป็นมุฮัดดิษ (นักรายงานฮะดีษ) และเป็นนักกวีชาวอิหร่านในช่วงศตวรรษที่ห้าและหกของอิสลาม ดูเหมือนว่าในช่วงชีวิตของอับดุลกอเดรนั้น ประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ทำการเผยแพร่แนวทาง (ฏอรีเกาะฮ์) ของเขาในเยเมน ได้ทำให้คนกลุ่มหนึ่งหันมาปฏิบัติตามแนวทาง (ฏอรีเกาะฮ์) ของเขา

      ในความเป็นจริงแล้วประชาชนชาวเยเมน มีความผูกพันอย่างมากต่อวัฒนธรรมและต่อประชาชนชาวอิหร่าน “อับนัลฟาริซ” เป็นชื่อหมู่บ้านหนึ่งของเยเมนซึ่งผู้อยู่อาศัยของมันเป็นชาวอิหร่าน นอกจากนี้ภายหลังจากชัยชนะของการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ชาวเยเมนได้มีความใกล้ชิดต่ออิหร่านมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม หลังจากการยืนหยัดต่อสู้ของท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) ชาวเยเมนจำนวนมากกว่าหนึ่งล้านคนได้หันมาสู่สายธารชีอะฮ์ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการปฏิวัติอิสลามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำนองเดียวกันนี้ หลังจากชัยชนะของการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ชาวชีอะฮ์ของเยเมนจำนวนมากได้หันมาปฏิบัติตามท่านอายะตุลลอฮ์คอเมเนอีและชีอะฮ์อิมามียะฮ์ อิซนาอะชะรียะฮ์ ซึ่งก่อนหน้านั้นมีจำนวนน้อยมาก ถือเป็นการขยายตัวแบบก้าวกระโดดแบบหมู่คณะ เช่นเดียวกันนี้ หลังจากชัยชนะต่างๆ ของฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน ในฐานะที่เป็นแกนต้านทาน (มุกอวะมะฮ์) ของชีอะฮ์ในการต่อต้านอิสราเอล ผู้ที่หันมาสู่สายธารชีอะฮ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีอะฮ์อิมามียะฮ์ อิซนาอะชะรียะฮ์ (ชีอะฮ์สิบสองอิมาม) ก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วมากในประเทศเยเมน หลังจากสงคราม 33 วัน ของฮิซบุลลอฮ์กับอิสราเอล ทำให้เกิดกำลังใจอย่างมากในหมู่ชีอะฮ์ของเยเมน แม้แต่ลูกหลานบางคนของบรรดานักวิชาการ (อุละมาอ์) คนสำคัญของชาววะฮ์ฮาบีที่อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออกของเยเมนก็หันมาสู่สายธารชีอะฮ์อิมามียะฮ์ อิซนาอะชะรียะฮ์

ทำไม เยเมน จึงมีความสำคัญสำหรับสายธารชีอะฮ์

สถานะของเยเมนในคำพูดของอะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.)

     เยเมนมีสถานะที่พิเศษยิ่งในฮะดีษ (วจนะ) และริวายะฮ์ (คำรายงาน) ต่างๆ ของอะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.) ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้รายงานจากท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ซึ่งได้กล่าวว่า

 من أحب أهل اليمن فقد أحبني ، ومن أبغض أهل اليمن فقد أبغضني

"ผู้ที่ได้รักชาวเยเมน แน่นอนเขาได้รักฉัน และผู้ใดที่เป็นศัตรูกับชาวเยเมน แน่นอนยิ่งเขาได้เป็นศัตรูกับฉัน"

      นอกจากนี้เยเมนยังมีสถานะที่เป็นพิเศษยิ่งในริวายะฮ์ (คำรายงาน) ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการปรากฏตัว (ซุฮูร) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) ฮะดีษ (วจนะ) และริวายะฮ์ (คำรายงาน) ต่างๆ ได้ชี้ให้เห็นว่า การปรากฏตัวตัว (ซุฮูร) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) นั้นจะเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐาน และท่ามกลางเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เยเมนได้ถูกแนะนำไว้ว่า เป็นหนึ่งในพื้นที่หลักของเหตุการณ์เหล่านั้น วะฮีบ บินฮัฟศ์ ได้รายงานจากอบูบะซีรว่า ท่านอิมามบากิร (อ. ) ได้กล่าวว่า "เมื่อพวกท่านเห็นลำไฟปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออกเหมือนดั่งเสาสูงเป็นเวลาสามหรือเจ็ดวัน พวกท่านก็จงเตรียมพร้อมสำหรับฟะรัจญ์ (การคลี่คลายความทุกข์ยาก) ของวงศ์วานของมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และการยืนหยัดขึ้นของมะฮ์ดี (อ.ญ.) เถิด อินชาอัลลอฮ์ (หากพระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์) พระผู้เป็นเจ้าทรงเกริกเกียรติยิ่งและทรงปรีชาญาณยิ่ง” จากนั้นท่านกล่าวว่า

 خروج السفياني واليماني والخراساني في سنة واحدة، في شهر واحد، في يوم واحد، نظام كنظام الخرز يتبع بعضه بعضاً فيكون البأس من كل وجه، ويل لمن ناواهم

“การปรากฏตัวของซุฟยานี ยะมานีและคุราซานี จะเกิดขึ้นในปีเดียวกัน ในเดือนเดียวกัน และวันเดียวกัน เหมือนกับสายลูกประคำที่ติดตามกันมา แล้วความทุกข์ยากจะปรากฏขึ้นทุกทิศทาง ความหายนะจะประสบกับบุคคลที่เป็นปรปักษ์กับพวกเขา”

      ท่านอิมามบากิร (อ.) ได้กล่าวต่อไปอีกว่า

 وليس في الرايات راية أهدى من راية اليماني، هي راية هدى، لأنه يدعو إلى صاحبكم، فإذا خرج اليماني حرم بيع السلاح على الناس وكل مسلم، وإذا خرج اليماني فانهض إليه فإن رايته راية هدى، ولا يحل لمسلم أن يلتوي عليه، فمن فعل ذلك فهو من أهل النار، لأنه يدعو إلى الحق وإلى طريق مستقيم

“และในหมู่ธงทั้งหลายนั้น ไม่มีธงใดที่จะนำทางได้ชัดเจนยิ่งไปกว่าธงของยะมานี มันคือธงแห่งทางนำ เพราะแท้จริงเขาจะเรียกร้องไปสู่เจ้า (ของแห่งกาลเวลา) ของพวกท่าน (หมายถึงซอฮิบุซซะมาน) ดังนั้นเมื่อยะมานีปรากฏตัวขึ้น การขายอาวุธให้กับประชาชนและมุสลิมทุกคนจะเป็นที่ต้องห้าม (ฮะรอม) และเมื่อยะมานีปรากฏตัวขึ้น ก็จงยืนหยัดขึ้นต่อสู้เคียงข้างเขาเถิด เพราะแท้จริงธงของเขาคือธงแห่งทางนำ และไม่เป็นที่อนุญาต (ฮะลาล) สำหรับมุสลิมคนใดที่จะต่อต้านเขา ดังนั้นผู้ใดกระทำการเช่นนั้นเขาจะเป็นส่วนหนึ่งจากชาวนรก เนื่องจากเขาจะเรียกร้องเชิญชวนไปสู่สัจธรรมและแนวทางอันเที่ยงตรง” มุฮัมมัด บินซะนาน ได้รายงานจากอุบัยด์ บินซุรอเราะฮ์ ซึ่งเล่าว่า ในขณะที่ฉันอยู่กับท่านอิมามซอดิก (อ.) ได้มีการพูดถึงซุฟยานี ซึ่งท่านได้กล่าวว่า

 اَنىَّ یَخْرُجْ ذلِكَ؟ وَ لَمَّا یَخرج كاسِرُ عَیْنَیْهِ بِصَنعاء

       "เขาผู้นั้น (ซุฟยาน) จะปรากฏตัวขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อ “กาซิรุ อัยนัยฮ์” ยังไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นในซอนอาอ์ (เมืองซานาของเยเมน)" (คำว่า “กาซิรุ อัยนัยฮ์” ในฮะดีษนี้ ชี้ถึงบุรุษผู้หนึ่งจากเมืองซ็อนอาอ์หรือซานาของเยเมน ซึ่งจะปรากฏตัวขึ้นก่อนการปรากฏตัวของซุฟยานี) อายะตุลลอฮ์ซิดดีกีย์ ได้อ้างคำพูดของท่านมัรฮูมอายะตุลลอฮ์บะฮ์ญัต ซึ่งกล่าวไว้ว่า “พวกท่านจงเฝ้าระวังเกี่ยวกับสถานการณ์ในเยเมน และประกายที่ถูกจุดขึ้นในเยเมนนั้น จะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับซุฮูร (การปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดี) และเราจะต้องเตรียมพร้อมตนเองสำหรับซุฮูร (การปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดี)"


เชิงอรรถ :

[1] อัลกาฟีย์ เล่มที่ 5 หน้าที่ 28

[2] วักอะฮ์ ซิฟฟีน หน้าที่ 436

[3] กะมาลุดดีน วะตะมามุนเนี๊ยะอ์มะฮ์ เชคซุดูก หน้าที่ 541

[4] อัลฆ็อยบะฮ์ อันนุอ์มานี หน้าที่ 253

[5] อัลฆ็อยบะฮ์ อันนุอ์มานี หน้าที่ 253

[6] อัลฆ็อยบะฮ์ อันนุอ์มานี หน้าที่ 277


แปลและเรียบเรียง : เชคมุฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ 

ศูนย์สารสนเทศอิสลาม สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม