foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

In the name of Allah I بِسْــــــــــــــــــمِ اﷲِالرَّحْمَنِ اارَّحِيم

Assalamualaikum I اَلسَّلَامُ عَلَيْكُم

ขอความสันติ จงมีแด่ท่าน I Peace Be Upon You

WELCOME TO IICTH.COM I ยินดีต้อนรับ สู่เว็บไซต์

ศูนย์สารสนเทศอิสลาม I Islamic Information Center

Get Adobe Flash player

Creative Social Widget

ภาพ-นิทรรศการ

25,10,0,50,1
5,600,50,1,3000,500,25,800
100,150,1,50,12,30,50,1,70,12,1,40,1,1,1,3000
0,1,0,0,2,40,15,5,2,1,0,17,0,1
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...

ASM-TVonline 24 Hrs.

เบื้องหลังการเผาทำลายมัสยิดอัลอักซอโดยไซออนิสต์

ขบวนการคริสเตียนไซออนิสต์ (Christian Zionism) ในสหรัฐอเมริกากล่าวอ้างว่าการทำลายมัสยิดอัลอักซอและการสร้างวิหารที่สามของโซโลมอนเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการมาปรากฏตัวของพระคริสต์

    วันที่ 21 สิงหาคมของทุกปีได้ถูกกำหนดให้เป็น “วันมัสยิดสากล” โดยที่ในวันนี้เมื่อปี ค.ศ.1969 มัสยิดอัลอักซอซึ่งเป็นกิบลัตแรกของชาวมุสลิมโลกได้ถูกเผาโดยน้ำมือของชาวไซออนิสต์ เกี่ยวกับสถานะทางจิตวิญญาณของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ในหมู่ชาวมุสลิมนั้นมีอย่างน้อยสี่ประเด็นตามแนวคิดและความเชื่อของอิสลาม คือ :

1. บัยตุลมักดิส (เยรูซาเล็ม) เป็นที่รู้จักกันในนามกิบลัตแรกของชาวมุสลิมมาก่อนกะอ์บะฮ์

2. เป็นสถานที่อิบาดะฮ์และการภาวนาขอพรของปวงศาสดาที่ประเสริฐที่สุดของพระเจ้า

3. การขึ้นสู่ฟากฟ้า (เมี๊ยะอ์รอจ) ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้เกิดขึ้นจากสถานที่แห่งนี้และพระผู้เป็นเจ้าทรงอ้างถึงเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในโองการแรกของซูเราะฮ์ อัลอิสรออ์ (บนีอิสรออีล)

4. ความพินาศของอิบลีสจะเกิดขึ้นในสถานที่แห่งนี้

การต่อสู้ระหว่างฝ่ายธรรมะและอธรรมในการครอบครองเยรูซาเล็ม (บัยตุลมักดิส)

    กรุงเยรูซาเลม (บัยตุลมักดิส) นอกเหนือจากสถานะทางจิตวิญญาณแล้วในแง่ของภูมิศาสตร์การเมืองหรือภูมิรัฐศาสตร์ก็มีสถานะที่ดีเยี่ยมเช่นกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจึงมีความสำคัญอย่างมากทั้งสำหรับฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม เนื่องจากเมืองนี้เป็นประตูเชื่อมต่อสู่สามทวีปคือแอฟริกา ยุโรปและเอเชีย ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาถือเป็นจุดผ่านแดนระหว่างทั้งสามทวีป

    ดังนั้นในแง่ของยุทธศาสตร์ การพิชิตเมืองนี้เท่ากับการพิชิตพื้นที่ส่วนที่เหลือของโลกด้วย ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของกรุงเยรูซาเล็ม (บัยตุลมักดิส) ประกอบกับสถานะทางศาสนาและความศักดิ์สิทธิ์ของมันสำหรับศาสนาอิบรอฮีมี (อ.) อื่นๆ ได้กลายเป็นสื่อของความขัดแย้งและการต่อสู้ระหว่างศาสนาทั้งหลายตลอดประวัติศาสตร์ การยึดครองดินแดนปาเลสไตน์และเยรูซาเล็มโดยชาวตะวันตกและชาวไซออนิสต์เพื่อทำให้ดินแดนแห่งนี้หลุดพ้นออกจากบูรณภาพแห่งดินแดนและอำนาจการปกครองของชาวมุสลิมเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความจริงดังกล่าวนี้

สถานที่การถูกทำลายล้างของอิสราเอลในกรุงเยรูซาเล็ม

    แต่สิ่งที่สำคัญกว่าทั้งหมดก็คือมุมมองที่มีต่อกรุงเยรูซาเล็ม (บัยตุลมักดิส) จากแง่มุมทางด้านอารยธรรมของมันในท่ามกลางศาสนาทั้งหลายของพระเจ้า มีโองการของคัมภีร์อัลกุรอานและริวายะฮ์ (คำรายงาน) จำนวนมากทั้งของชีอะฮ์และของซุนนีได้กล่าวถึงประเด็นต่างๆ ที่ชี้ถึงสถานะของเมืองแห่งยุคสุดท้าย (อาครุซซะมาน)

   บนพื้นฐานข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงเหล่านี้ในความเชื่อของชาวมุสลิมนั้น มัสยิดอัลอักซอมีบทบาทสำคัญในการสร้างอารยธรรมและเป็นตัวกำหนดชะตากรรมในทิศทางของการเกิดขึ้นของการปกครองของอะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.) ในยุคสุดท้าย (อาคิรุซซะมาน) โดยที่ในโองการต่างๆ ของคัมภีร์อัลกุรอาน พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาที่จะทำลายล้างอิสราเอลและพิชิตดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ให้แก่ชาวมุสลิม  ในโองการแรกๆ ของบท (ซูเราะฮ์) อัลอิสรออ์ (หรือบนีอิสรออีล) หลังจากที่ได้อ้างถึงเรื่องราวหนึ่งภายใต้ประเด็นการก่อความเสียหายของเผ่าพันธุ์อิสราเอล (บนีอิสรออีล) และการถูกทำลายของพวกเขาถึงสองครั้ง ได้แจ้งข่าวดีเกี่ยวกับคำมั่นสัญญาในการย้อนกลับคืนสู่บัยตุลมักดิส (กรุงเยรูซาเล็ม) และมัสยิดอัลอักซอของชาวมุสลิม พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงตรัสไว้ในโองการที่ 4 ของบท (ซูเราะฮ์) นี้ว่า :

وَقَضَیْنَا إِلَى بَنِی إِسْرَائِیلَ فِی الْکِتَابِ لَتُفْسِدُنَّ فِی الْأَرْضِ مَرَّتَیْنِ وَلَتَعْلُنَّ عُلُوًّا کَبِیرًا

“และเราได้แจ้งแก่วงศ์วานของอิสรออีลไว้ในคัมภีร์ (เตารอฮ์) ว่า “ขอยืนยันพวกเจ้าจะก่อการเสียหายในแผ่นดินสองครั้ง และแน่นอนพวกเจ้าจะก่อการกำเริบเสิบสานอย่างใหญ่หลวงยิ่งนัก”

    และในโองการถัดไป พระองค์ทรงตรัสว่า :

فَإِذَا جَاءَ وَعْدُ أُولَاهُمَا بَعَثْنَا عَلَیْکُمْ عِبَادًا لَنَا أُولِی بَأْسٍ شَدِیدٍ فَجَاسُوا خِلَالَ الدِّیَارِ وَکَانَ وَعْدًا مَفْعُولًا

“ดังนั้น เมื่อสัญญาครั้งแรกจากทั้งสองครั้งมาถึง เราก็ส่งบรรดาบ่าวของเราผู้มีอำนาจเข้มแข็งเข้าครอบครองพวกเจ้า แล้วพวกเขาบุกเข้าค้นตามบ้านเรือน (ของพวกเจ้าเพื่อการสังหารและการปล้นสะดมพวกเจ้า) และมันเป็นสัญญาที่ต้องเกิดขึ้นจริง”

    ด้วยเหตุผลต่างๆ ในเชิงตัฟซีร (การอรรถาธิบายและการตีความคัมภีร์อัลกุรอาน) การถูกทำลายครั้งแรกและครั้งที่สองของอิสราเอลก็คือความปราชัยของระบอบการปกครองของอิสราเอลและการถูกทำลายเกียรติและความหน้าเกรงขามของชาวยิวที่แฝงอยู่ในโองการเหล่านี้

    นอกจากนี้ในแหล่งอ้างอิงต่างๆ ทางด้านริวายะฮ์ (คำรายงาน) มีฮะดีษ (วจนะ) จำนวนมากที่พูดถึงเกี่ยวกับสถานะของกรุงเยรูซาเล็ม (บัยตุลมักดิส) ในยุคสุดท้าย (อาคิรุซซะมาน)  ตัวอย่างเช่น ท่านอิมามซอดิก (อ.) ในการอธิบายและการตีความเกี่ยวกับการประวิงเวลาของพระผู้เป็นเจ้าให้กับอิบลีส (หัวหน้าซาตาน) ไปจนถึง “วันแห่งเวลาที่ถูกกำหนดไว้” (یَوْمُ الْوَقْتِ الْمَعْلُومِ) (1) ท่านกล่าวว่า :

یَوْمُ الْوَقْتِ الْمَعْلُومِ ــ یَوْمٌ یَذْبَحُهُ رَسُولُ اللَّهِ ص عَلَى الصَّخْرَةِ الَّتِی فِی بَیْتِ‏ الْمَقْدِسِ

“วันแห่งเวลาที่ถูกกำหนดไว้นั้น คือวันที่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) จะเชือดมัน (อิบลีส) บนแท่นหินซึ่งอยู่ในบัยตุลมักดิส” (2)

    ดั่งที่ชาวยิวมีความเชื่อตามคำสอนของพวกเขาว่า สงครามยุคสุดท้ายที่เรียกว่า “สงครามแห่งอามาเก็ดดอน” (Armageddon) จะเกิดขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม (บัยตุลมักดิส) ในยุคของสงครามครูเสดชาวคริสต์ก็มีมุมมองเช่นนี้ด้วยเช่นกัน และได้ทำการสังหารหมู่จำนวนมากเพื่อแย่งชิงดินแดนแห่งนี้ นอกจากนี้คำกล่าวอ้างต่างๆ เกี่ยวกับยุคสุดท้าย (อาคิรุซซะมาน) ของกลุ่มก่อการร้ายไอซิส (ดาอิช) และการกำหนดเป้าพื้นที่ “ดาบิก” (Dabiq) ของพวกเขาตามฮะดีษ (วจนะ) เกี่ยวกับอาคิรซซะมานที่มีอยู่ใน "ซอเหี๊ยะห์มุสลิม" นั้นก็บ่งบอกถึงความสำคัญของภูมิภาคนี้ในสถานการณ์ของยุคสุดท้าย (อาคิรุซซะมาน)

   แต่สิ่งที่ทำให้ชาวไซออนิสต์ต้องอุตสาห์พยายามในการทำลายและเผาบัยตุลมักดิสนั้น ก็คือความเชื่อของกลุ่มคริสเตียนไซออนิสต์ในสหรัฐอเมริกาที่เชื่อว่าการทำลายมัสยิดอัลอักซอและการสร้างวิหารที่สามของโซโลมอนเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการปรากฏตัวของพระคริสต์ บนพื้นฐานของความเชื่อนี้ ส่งผลให้มัสยิดอัลอักซอถูกเผาโดยชาวไซออนนิสต์ผู้ยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ เนื่องจากหลักการของกระแสแนวคิดพระวรสารหรือพระกิตติคุณ (ผู้เผยแพร่คำสอนของพระเยซู) ในอเมริกาและอังกฤษนั้น คือการสนับสนุนทุกๆ ด้านทางความเชื่อและการเมืองของไซออนิสต์ และพวกเขาเชื่อว่าบรรดาผู้ปฏิบัติตามคริสตจักรโปรเตสแตนต์เพื่อการปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่งของพระคริสต์ (เยซู) นั้น จำเป็นจะต้องดำเนินการตามความประสงค์บางประการของพระคริสต์ (เยซู) นั่นคือ การอรรถาธิบายคัมภีร์ไบเบิลในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในประเด็นเกี่ยวกับคำพยากรณ์ต่างๆ ของคัมภีร์ไบเบิล

   ฮอล ลินด์เซ (Hal Lindsay) ผู้เขียนหนังสือที่มียอดขายสูงถึงแปดล้านเล่มซึ่งมีชื่อว่า "Big star is declining land” (ดาวดวงใหญ่ที่กำลังตกสู่พื้นดิน) เขาเคยพูดไว้ว่า “ชนรุ่นที่เกิดตั้งแต่ ปี 1948 เป็นต้นมาจะได้เห็นการกลับมาของพระคริสต์ แต่ก่อนที่เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นนั้น สงครามยะอ์ญูจ (Gog) และมะอ์ญูจ (Magog) หรือสงครามแห่งอามาเกดดอน (Armageddon) จะต้องเกิดขึ้นก่อน สงครามนี้จะเกิดขึ้นก่อนการปรากฏตัวของพระคริสต์ ภายหลังจากการจัดตั้งรัฐอิสราเอล

    ตามความเชื่อของคริสเตียนไซออนนิสม์หรือผู้นับถือนิกายฟันดาเมนทัลลิสท์นั้น เหตุการณ์ต่างๆ จะต้องเกิดขึ้นโดยชาวโปรเตสแตนต์เพื่อที่พระคริสต์จะมาปรากฏอีกครั้งและบรรดาผู้ปฏิบัติตามสำนักคิดนี้มีหน้าที่ทางศาสนาที่จะต้องพยายามเร่งให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ เหตุการณ์ต่างๆ ที่จะต้องจัดการให้เกิดขึ้นโดยพวกเขานั้น ได้แก่ :

1.ชาวยิวจากทั่วทุกมุมโลกจะต้องถูกพาอพยพไปยังปาเลสไตน์และรัฐอิสราเอลจะต้องถูกจัดตั้งขึ้นในอานาเขตจากแม่น้ำไนล์ถึงแม่น้ำยูเฟรติส และชาวยิวที่อพยพไปยังอิสราเอลคือผู้ที่จะได้รับความรอดพ้น

2.ชาวยิวจะต้องทำลายมัสยิดทั้งสองแห่งในกรุงเยรูซาเล็ม (บัยตุลมักดิส) คือมัสยิดอัลอักซอและมัสยิดกุบบะฮ์ อัซซ็อคเราะฮ์ (Dome of the Rock) และสร้างวิหารใหญ่ขึ้นแทนที่มัสยิดอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมทั้งสองแห่งนี้ (จนถึงขณะนี้มัสยิดทั้งสองแห่งในกรุงเยรูซาเล็มนี้ได้ถูกโจมตีโดยชาวยิวและคริสเตียนไซออนิสต์มากกว่าหนึ่งร้อยครั้ง)

3.วันที่ชาวยิวทำลายมัสยิดอัลอักซอและมัสยิดกุบบะตุซซ็อคเราะฮ์ ในกรุงเยรูซาเล็มนั้น สงครามศักดิ์สิทธิ์ขั้นสุดท้าย (อาร์มาเก็ดดอน) นำโดยสหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และในสงครามโลกครั้งนี้โลกทั้งหมดจะถูกทำลาย

4.ในสงครามอาร์มาเก็ดดอนเมื่อกลุ่มต่อต้านพระคริสต์ (แอนตี้ไครสต์) หรือ "ดัจญาล" กำลังจะชนะ พระคริสต์พร้อมกับคริสเตียนที่เกิดใหม่จะปรากฏตัวขึ้นในโลก และจะเอาชนะกลุ่มต่อต้านพระคริสต์ในช่วงสิ้นสุดสงครามอันศักดิ์สิทธิ์นี้และจะสถาปนารัฐบาลโลกของตนขึ้นโดยใช้กรุงเยรูซาเล็ม (บัยตุลมักดิส) เป็นศูนย์กลาง และมหาวิหารซึ่งถูกสร้างขึ้นแทนที่มัสยิดอัลอักซอและมัสยิดกุบบะตุซซ็อคเราะฮ์ในกรุงเยรูซาเล็มโดยชาวคริสต์และชาวยิวก่อนเริ่มสงครามอาร์มาเก็ดดอนนั้นก็จะเป็นสถานที่แห่งการปกครองโลกของพระคริสต์


เชิงอรรถ :

1- พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสไว้ในโองการ (อายะฮ์) ที่ 36 ถึง 38 ของบท (ซูเราะฮ์) อัลฮิจรุว่า :

قَالَ رَبِّ فَأَنْظِرْنِي إِلَى يَوْمِ يُبْعَثُونَ  قَالَ فَإِنَّكَ مِنَ الْمُنْظَرِينَ  إِلَى يَوْمِ الْوَقْتِ الْمَعْلُومِ

“มัน (อิบลีส) กล่าวว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ได้โปรดประวิงเวลาให้แก่ข้าพระองค์จนถึงวันฟื้นคืนชีพด้วยเถิด” พระองค์ตรัสว่า “ดังนั้น แท้จริงเจ้าอยู่ในหมู่ผู้ถูกประวิงเวลา  จนกระทั่งถึงวันแห่งเวลาที่ถูกกำหนดไว้”

2- ตัฟซีร กุมมี, เล่ม 2, หน้า 244

   วันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ.1969 มัสยิดอัลอักซอถูกวางเพลิงโดยชาวไซออนิสต์ และหลายปีต่อมาหลังจากชัยชนะของการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน วันนี้ (21 สิงหาคม) จึงถูกกำหนดโดยบรรดาสมาชิก OIC ให้เป็น “วันมัสยิดสากล” โดยการเสนอของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน

   ในปี ค.ศ.2002 ในระหว่างการประชุมของบรรดารัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของประเทศสมาชิก OIC (57 คน) ครั้งที่ 30 ณ กรุงเตหะราน โดยการเสนอของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน โดยกำหนดให้วันที่มัสยิดอัลอักซอต้องถูกเผาโดยไซออนิสต์ (21 สิงหาคม) เป็น “วันมัสยิดโลก”


แปลและเรียบเรียง : เชคมุฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ

ศูนย์สารสนเทศอิสลาม สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม