foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

In the name of Allah I بِسْــــــــــــــــــمِ اﷲِالرَّحْمَنِ اارَّحِيم

Assalamualaikum I اَلسَّلَامُ عَلَيْكُم

ขอความสันติ จงมีแด่ท่าน I Peace Be Upon You

WELCOME TO IICTH.COM I ยินดีต้อนรับ สู่เว็บไซต์

ศูนย์สารสนเทศอิสลาม I Islamic Information Center

ภาพ-นิทรรศการ

25,10,0,50,1
5,600,50,1,3000,500,25,800
100,150,1,50,12,30,50,1,70,12,1,40,1,1,1,3000
0,1,0,0,2,40,15,5,2,1,0,17,0,1
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW..
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...
Loves Of Muhammad SAW...

ลัทธิล่าอาณานิคมและการสนองประโยชน์จากยุคสุดท้าย (อาคิรุซซะมาน)

     ลัทธิล่าอาณานิคมมิใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่ทว่ามันคือยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์ของโลก จากยุคดังกล่าวได้ทำให้เกิดโลกทั้งสองขึ้น คือ โลกที่พัฒนาแล้วและโลกที่กำลังพัฒนา เป็นยุคที่จะสนองผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ จึงกลายเป็นสาเหตุทำให้ประชาชนจำนวนมากกว่า 15 ล้านคน ในทวีปอเมริกาต้องถูกทำลาย และทำให้ประชาชนผู้ยากไร้จำนวน 18 ล้านคนในทวีปแอฟริกาต้องตกเป็นทาส (ซึ่งแน่นอนว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นจากผลกระทบอันเป็นความเสียหายของยุคสมัยดังกล่าว)

     เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาร์โนลด์ โจเซฟ ทอยน์บี (Arnold Joseph Toynbee) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ กล่าวว่า "ประเทศที่ยากจนอย่างเช่นอังกฤษ จะไม่สามารถบรรลุสู่ความเป็นจักรวรรดิโลกและเป็นแนวหน้าของการปฏิวัติอุตสาหกรรมได้หากปราศจากการปล้นสะดม"

     ใช่แล้ว! การล่าอาณานิคม การสะสมความมั่งคั่ง และบรรดานักล่าอาณานิคมผู้มั่งคั่ง เพื่อที่จะดำรงสถานะและการมีอยู่ของตนเอง พวกเขาจำเป็นต้องอาศัยการปล้นสะดมและการฉกชิงทรัพย์! และสิ่งนี้เองที่ซามูเอล ฮันติงตัน (Samuel Huntington) ในกลยุทธ์ของเขาเพื่อที่จะดำเนินชีวิตให้อยู่รอดต่อไปได้ของบรรดานักสะสมความมั่งคั่งของโลกตะวันตก เขาได้กล่าวไว้เช่นนี้ว่า

     "ตะวันตกจำเป็นต้องมีอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารเท่าที่จำเป็นสำหรับการปกป้องผลประโยชน์ต่าง ๆ ของตนเอง ในความสัมพันธ์ที่มีต่ออารยธรรมเหล่านี้ (หมายถึงอิสลามและขงจื้อ)" (1)

     ส่วนหนึ่งจากพื้นที่ต่าง ๆ ที่สำคัญสำหรับสนองตอบเป้าหมายของบรรดานักล่าอาณานิคม ก็คือภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยเหตุผลของน้ำมันที่มีอยู่ในปริมาณถึง 70% ของโลก และมีแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติในปริมาณ 40% ของโลก จึงกลายเป็นแหล่งสร้างเงินที่สำคัญที่สุด และดึงดูดสายตาของบรรดานักสะสมความมั่งคั่ง และกลายเป็นว่า เพื่อที่จะรักษาความเป็นจักรวรรดิของตนเอาไว้ (โดยเฉพาะในสหัสวรรษที่สามซึ่งเป็นยุคของวิกฤตเชื้อเพลิง ตามคำพูดของเฮนรี่ บรานช์ (Henry Branch) "ประเทศที่มีน้ำมันเท่านั้นที่จะครองความเป็นจักรวรรดิ") พวกเขาจึงจำเป็นต้องหาทางครอบงำเหนือภูมิภาคนี้ ประเด็นดังกล่าวนี้ทำให้เกิดแรงจูงใจอย่างรวดเร็วในการก่อตั้งรัฐอิสราเอลและการอุปโลกน์คำที่แสนอัปยศว่า “ลัทธิไซออนิสต์” (Zionism) ขึ้นมา โดยอาศัยความเชื่อในเรื่องของ “ผู้ช่วยให้รอด” จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า อิสราเอลจะมีบทบาทสำคัญอย่างไรในภูมิศาสตร์ทางการเมืองนี้?

     ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล (Theodore Herzel) ผู้ก่อตั้งลัทธิไซออนิสต์ได้ให้คำตอบไว้เช่นนี้ว่า “ทุก ๆ รัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการก่อตั้งรัฐยิวนั้น ไม่เพียงแต่จะได้รับความเหนือกว่าบรรดาคู่แข่งทั้งหมดของตนเท่านั้น ทว่ารัฐยิวจะปูทางที่เรียบง่ายให้แก่พวกเขาให้มีอิทธิพลในตะวันออกกลาง”

     ในปี ค.ศ. 1895 เขาได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาซึ่งมีชื่อเรื่องว่า "รัฐยิว" เขากล่าวว่า "ในที่นั้น (ภูมิภาคตะวันออกกลาง) เราจะเป็นเสมือนสนามเพลาะให้แก่ยุโรปในการเผชิญหน้ากับเอเชีย และเราจะยอมเป็นหน้าด่านให้กับอารยธรรมตะวันตกในการเผชิญหน้ากับความป่าเถื่อนของตะวันออก"

     และเช่นนี้เองที่อิสราเอลจะเล่นบทบาทของตำรวจในแหล่งน้ำมันต่างๆ ในตะวันออกกลาง

     ท่ามกลางสิ่งนี้ รัฐบาลอังกฤษในปี 1845 โดย เอ็ดเวิร์ด แอล. มิลฟอร์ด จากกระทรวงอาณานิคมของอังกฤษ ได้หยิบยกข้อเสนอนี้ขึ้นมาว่า "การก่อตั้งชาติยิวในปาเลสไตน์ในรูปของรัฐหนึ่งที่อยู่ในอาณัติและภายใต้การคุ้มครองของบริเตนใหญ่ ซึ่งการคุ้มครองนี้จะถูกยกเลิกในทันทีที่ชาวยิวสามารถดูแลตัวเองได้ ทั้งนี้เนื่องจากการมีรัฐยิวอยู่ในลิแวนต์ (ชายฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน) จะทำให้เราตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เป็นต่อที่จะสามารถสอดส่องทุก ๆ การจู่โจม การรุกล้ำและการคุกคามของบรรดาศัตรูของเราได้" (2)

      อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรมองข้ามความจริงที่ว่า แม้นาย “ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล” (Theodore Herzel) ที่ทุกคนรู้จักเขาในนาม "บิดาของลัทธิไซออนิสต์" แต่ขบวนการที่ยุยงส่งเสริมชาวยิวให้อพยพเคลื่อนย้ายไปยังปาเลสไตน์นั้น เขาไม่ใช่ผู้เริ่มต้นและไม่ใช่ผู้ที่ทำให้เกิดขึ้น แต่ชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ของอังกฤษและพวกเคร่งศาสนา ซึ่งในช่วงสามศตวรรษที่ผ่านมาจากการจัดประชุมครั้งแรกของชาวยิว พวกเขาได้กระทำการเช่นนี้

      ในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 ชาวโปรเตสแตนต์เริ่มเขียนตำราต่าง ๆ ซึ่งในตำราเหล่านั้นมีการประกาศว่า ชาวยิวทั้งหมดจำเป็นจะต้องออกจากยุโรปไปสู่แผ่นดินปาเลสไตน์

      Puritanism (ลัทธิพวกเคร่งครัดศาสนาในอังกฤษ) มรดกในยุคสมัยของเอลิซาเบธที่ 1 (นางคือธิดาของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ซึ่งเป็นราชินีแห่งอังกฤษในช่วงปี 1558-1606) เอลิซาเบธได้ดำเนินตามบิดาของตนในการต่อต้านคริสตจักรคาทอลิก ซึ่งนับว่าเป็นผู้สนับสนุนอุดมการณ์จักรวรรดิโลกของสเปน ที่ออกมาในรูปของลัทธิพิวริแทนิสม์ (Puritanism) ที่เปลี่ยนนิกายโปรเตสแตนต์ให้เป็นอุดมการณ์การขยายอาณานิคมของอังกฤษ อุดมคติต่าง ๆ ของศาสนาคริสต์ที่บ่งชี้ถึง "การสิ้นโลก" คือการมาของพระคริสต์และสถานปนา “รัฐบาลโลกของศาสนาคริสต์” ซึ่งเป็นหนึ่งในความเชื่อสำคัญของแนวคิดของพวกพิวริแทน (Puritan) ท่ามกลางความเชื่อเช่นนี้ "ดินแดนไซออน" (Zion) มีสถานะที่สำคัญยิ่ง มันคือดินแดนที่จะต้องถูกเปลี่ยนเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิโลกของศาสนาคริสต์ ผลก็คืออุดมคติต่าง ๆ ของครูเสดจากด้านในของนิกายโปรเตสแตนต์จะปรากฏขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

     ในช่วงต้นของศตวรรษที่สิบเจ็ด อุดมคติต่าง ๆ ของพวกพิวริแทน (Puritan) ได้รับการแพร่ขยายและกลายเป็นธงสัญลักษณ์ทางด้านจริยธรรม และเป็นค่านิยมของลัทธิอาณานิคมบริเตนใหญ่ไปในที่สุด การผจญภัยของผู้หื่นกระหายและนักล่า อย่างเช่นชาวโปรตุเกสและชาวสเปนนิกายคาทอลิก ที่ได้สวมใส่เสื้อคลุมแห่งศาสนาให้แก่การเป็นนักล่าของตนเอง และสำแดงมันออกมาในทิศทางที่จะทำให้บรรลุซึ่งพันธะกิจทางศาสนาคริสต์ของตน

     และด้วยเหตุนี้เองที่ ดร.เชม ไวซมานน์ (Chaim Weizmann) นายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ปี ค.ศ.1874 - 1952) ได้กล่าวถึงเหตุผลของการสนับสนุนของบริเตนใหญ่ต่อลูกนอกสมรสของตนคืออิสราเอลไว้เช่นนี้ว่า "พวกท่านมีสิทธิ์ที่จะถามถึงเหตุผลต่าง ๆ ในการสนับสนุนชาวยิวของอังกฤษ และความปรารถนาที่จะให้เกิดรัฐของพวกเขาเพื่อเติมเต็มความฝันต่าง ๆ ของชาวยิวขึ้นในแผ่นดินปาเลสไตน์นั้นคืออะไร? คำตอบก็คือ อังกฤษโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอังกฤษโบราณ คือส่วนหนึ่งของประชาชนที่ได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์โทราห์ (เตาร๊อต) มากกว่าใคร ๆ ทั้งสิ้น และศาสนาที่ปกคลุมอยู่เหนืออังกฤษนั้นมีส่วนช่วยเราอย่างมากที่จะทำให้ความฝันและความมุ่งหวังต่าง ๆ ของเราบรรลุความเป็นจริง”

     หมู่ชนผู้หยาบช้าเหล่านี้ตระหนักได้รวดเร็วกว่าชาวมุสลิมทั้งหมดที่ว่า ไม่ควรมองข้ามพลังที่แฝงเร้นและศักยภาพของ “ความเชื่อในเรื่องของผู้ช่วยให้รอด” ไปได้ เป็นเวลายาวนานหลายปีที่พวกเขาพยายามนำความเชื่อในเรื่องนี้มารับใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ของตนเอง ในทิศทางดังกล่าวนี้ การนำเสนอเรื่องราวที่อุปโลกน์ อย่างเช่น การเตรียมพร้อมตนสำหรับการมาของพระเยซูคริสต์ การทำลายมัสยิดอัลอักซอ การสร้างวิหารโซโลมอนขึ้นมาใหม่ อุดมการณ์เกี่ยวกับอาร์มาเกดดอน (Armageddon) (ในสายตาของพวกเขาสิ่งนี้ไม่ใช่อื่นใดเลยนอกจากเป็นการครอบงำเหนือภูมิภาคตะวันออกกลาง) และการพิชิตเหนืออิสลามอันบริสุทธิ์เพียงเท่านั้น (ปัจจุบันด้วยกับสองคุณลักษณะเฉพาะนี้ คืออุดมการณ์แห่งอาชูรอของท่านอิมามฮุเซน (อ.) และความเชื่อในเรื่องของอิมามมะฮ์ดี (อ.) นี่เอง ที่กลายเป็นหนามที่อยู่ในดวงตาของพวกเขา)

ลัทธิล่าอาณานิคมกับยุคสุดท้าย (อาคิรุ้ซซะมาน)

     ในบทความข้างต้น (ลัทธิล่าอาณานิคมกับการใช้ประโยชน์จากยุคสุดท้าย) เราได้กล่าวถึงโดยสังเขปเกี่ยวกับแรงจูงใจของการใช้ประโยชน์ของลัทธิล่าอาณานิคมจากเนื้อหาต่างๆ ทางด้านความเชื่อเกี่ยวกับผู้ช่วยให้รอด เพื่อการครอบงำเหนือตะวันออกกลาง ในบทความนี้เราจะมาพิจารณาเนื้อหาต่าง ๆ เกี่ยวกับความเชื่อในผู้ที่ถูกสัญญาไว้ในมุมมองที่เกี่ยวกับหลักคำสอนต่างๆ ของพระเยซู (evangelical) และบรรดามิชชันนารี (evangelists)

     หลังจากการก่อตั้งนิกายโปรเตสแตนต์และการมีอำนาจปกครองของพวกพิวริแทน (Puritan) ในอังกฤษ ขบวนการเคลื่อนไหวใหม่ท่ามกลางนิกายนี้เกิดความเข้มแข็งขึ้นซึ่งเรียกว่า "คณะผู้สอนคำสอนและชีวประวัติของพระเยซู” (evangelists) หรือ มิชชันนารี

     การเผยแพร่คำสอนของพระเยซูด้วยกับจิตวิญญาณของสงครามครูเสด คือหนึ่งในลักษณะเฉพาะของคณะผู้สอนคำสอนและชีวประวัติของพระเยซู (evangelists) หรือ พวกมิชชันนารี พวกเขาตีความอย่างไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเนื้อหาต่าง ๆ ของคัมภีร์ไบเบิล (พันธะสัญญาเดิมและพันธะสัญญาใหม่) และการใช้ประโยชน์จากการตีความของ "ไซรูส สโกฟีลด์" พวกเขาได้ผลักดันสถานการณ์ทางการเมืองและวัฒนธรรมของโลกไปสู่ทิศทางตามความต้องการต่าง ๆ ทางด้านโลกแห่งวัตถุของตนเอง

     บรรดาผู้สนับสนุนทฤษฎีการสิ้นโลกตามแนวของคริสเตียนไซออนิสต์นั้นมีความเชื่อว่า โลกกำลังดำเนินไปสู่การสิ้นสุด และในท้ายที่สุดแล้วรหัสวรรษใหม่จะก่อรูปขึ้น โดยที่ภายหลังจากการถูกทำลายล้างของพลังชั่ว (หมายถึงชาวมุสลิม) โดยพระเยซูคริสต์และพลังแห่งความดี (คริสเตียนใหม่ที่เข้าพิธีรับศีลจุ่ม (3) และชาวยิวไซออนิสต์) มนุษยชาติจะมีชีวิตอยู่ในสันติภาพและความสงบสุข ตามความเชื่อของนิกายนี้ เหตุการณ์ต่าง ๆ จะต้องเกิดขึ้นเพื่อที่พระเยซูคริสต์จะมาปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่ง ความพยายามเพื่อที่จะทำให้สภาวะเงื่อนไขต่าง ๆ ของการปรากฏตัวของพระเยซูคริสต์เกิดขึ้นนั้น คือส่วนหนึ่งจากหน้าที่ของผู้ปฏิบัติตามนิกายนี้ ส่วนหนึ่งของสภาวะเงื่อนไขเหล่านี้ได้แก่

     การสนับสนุนและมีความเชื่อมั่นต่อการเป็นผู้ถูกเลือกสรรของชาวยิว และทำให้พวกเขาเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนแห่งพันธะสัญญา (Promised Land) คือแผ่นปาเลสไตน์ "วอเตอร์ รีแกนซ์" (Water Ryganz) เลขาธิการ "International Christian Embassy Jerusalem" ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรของไซออนิสต์ที่ทันสมัยที่สุดและอันตรายที่สุด ในการให้คำจำกัดความคำว่า “ลัทธิคริสเตียนไซออนิสต์” (Christian Zionism) เขากล่าวว่า "คำๆ นี้จะถูกใช้กับชาวคริสต์ทุกคนที่ให้การสนับสนุนเป้าหมายต่างๆ ของไซออนิสต์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐ กองทัพ รัฐบาลและวัฒนธรรม" (4)

     ทำนองเดียวกันนี้ ตามคำสอนของพันธะสัญญาเดิม พวกเขามีความเชื่อว่า ชาวยิวคือบ่อเกิดแห่งความจำเริญและความดีงามบนโลกนี้ ทั้งนี้เนื่องจาก "ประชาชาติทั้งหลาย (ที่ไม่ใช่ชาวยิว) จะมายังแสงสว่างของเจ้า บรรดากษัตริย์จะมายังความเจิดจ้าดั่งรุ่งอรุณของเจ้า" (อิสยาห์ 60:3)

     ในทัศนะของคริสเตียนไซออนิสต์ การกลับของเผ่าชนอิสราเอลยังดินแดนปล้นสะดมโบราณ (ปาเลสไตน์) คือหลักฐานหนึ่งของความรอดพ้นที่ถูกสัญญาไว้ของชาวโลก... การสนับสนุนอิสราเอล (ปฐมกาล 12:3) การให้ความสะดวกสบาย (อิสยาห์ 40: 1-2) และสวดภาวนาเพื่อความสันติสุขของอิสราเอล (อิสยาห์ 62: 6-7) หมายถึงความมุ่งมั่นและความพยายามในทิศทางแห่งพระประสงค์ของพระเจ้า (5)

    ชาวยิวและชาวคริสต์จะต้องทำลายมัสยิดทั้งสอง คือมัสยิดอัล-อักซอ และมัสยิดกุบบะตุซซ็อคเราะฮ์ (Dome of the Rock) ในกรุงเยรูซาเล็ม (บัยตุ้ลมักดิส) ชาวยิวกลุ่มหนึ่งเข้าไปในสนามของมัสยิดโดยผ่านกำแพงเมืองเก่าในสภาพติดอาวุธ พวกเขาได้สร้างตัวอย่างจำลองขนาดเล็กของมัสยิดเพื่อทดลองวิธีการต่าง ๆ ที่จำเป็นในการทำลายมัน และคำนวณระยะเวลาที่จำเป็นสำหรับแต่ละขั้นตอนของการดำเนินการ

     หนึ่งในผู้ก่อการร้ายชาวไซออนิสต์ซึ่งมีนามว่า "เอฮุด เอทเซียน" ได้กล่าวอ้างว่า “รัฐบาลอิสราเอลเฉื่อยชาในการทำลายสถานที่ต่าง ๆ ของอิสลาม ดังนั้นผมจำเป็นต้องดำเนินการเอง” (6)

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทัศนะของบรรดานักวางแผน พวกเขาเชื่อในทำนองเดียวกับที่ว่าภูเขาไซออน (Zion) เป็นของไซออนิสต์ เยรูซาเล็ม (บัยตุ้ลมักดิส) ก็เป็นของอิสราเอลเช่นเดียวกัน “ลินด์เซย์” (Lindsey) ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของกรุงเยรูซาเล็มในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งกว่าเรื่องของขอบเขตความกว้างและเศรษฐกิจของมัน นับจากยุคสมัยต่าง ๆ ที่ผ่านมา เยรูซาเล็มเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดบนดาวเคราะห์ดวงนี้... คำทำนายเกี่ยวกับเรื่องของเยรูซาเล็มจึงเกิดขึ้นมากกว่าจุดอื่น ๆ ในโลกนี้ (7)

    คณะผู้สอนคำสอนและชีวประวัติของพระเยซู (evangelists) ถือว่า การยึดครองปาเลสไตน์หรือในสำนวนที่พวกเขาเรียกว่า “ดินแดนพันธะสัญญาของชาวยิว” คือก้าวแรกในการเป็นผู้ถูกเลือกสรรของชาวยิว และการบรรลุความเป็นจริงของการมาของพระเยซู ดังเช่นที่ "จอห์น แดรี่" กล่าวไว้เช่นนี้ว่า “ดังนั้น สิ่งแรกที่พระเจ้า (หมายถึงพระเยซู) จะกระทำ คือการทำความสะอาดแผ่นดินของพระองค์ (แผ่นดินซึ่งเป็นของชาวยิว) จากชาวปาเลสไตน์และผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณภูเขาไซออน (Zion) โดยสรุปก็คือ จากแม่น้ำไนล์ไปจนถึงแม่น้ำยูเฟรตีส สิ่งนี้จะเกิดขึ้นด้วยพลังอำนาจของพระคริสต์ และเป็นคุณประโยชน์ต่อกลุ่มชนของพระองค์ ซึ่งด้วยผลแห่งความดีของพระองค์มันจะถูกทำให้เป็นจริงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง” (8)

     เช่นนี้เองที่ประชาชนชาวปาเลสไตน์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ค.ศ. 1948 ที่รัฐบาลผู้ปล้นสะดมแห่งไซออนิสต์ ด้วยการสนับสนุนของสหประชาชาติและสหรัฐอเมริกาได้ถูกจัดตั้งขึ้น) ต้องประสบกับความทุกข์ยากจากการพลัดพรากถิ่นฐานของตนเอง อันเนื่องมาจากความทะเยอทะยานของนักการเมืองผู้สะสมความมั่งคั่ง นักตีความพระคัมภีร์ไบเบิลและโตราห์ที่มีความโง่เขลา (จำเป็นต้องกล่าวย้ำว่า จากปี ค.ศ. 1967 การรุกรานและการละเมิดสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในบัยตุ้ลมักดิส (เยรูซาเล็ม) นั้นเกิดขึ้นมากกว่าร้อยครั้ง)

     การสร้างวิหารโซโลมอนขึ้นแทนมัสยิดอัล-อักซอ และการเชือดลูกวัวอายุสามปีในโบสถ์ เกรซ ฮาลเซลล์ (Grace Halsell) ตัวเขาเองในช่วงเวลาหนึ่งเคยเป็นหนึ่งในหมู่ผู้ที่เชื่อมั่นต่อหลักคำสอนต่าง ๆ ของพระเยซู (Evangelical) เขากล่าวไว้ในหนังสือ “การเตรียมสงครามครั้งใหญ่กับพระหัตถ์ของพระเจ้า” ไว้เช่นนี้ว่า

     “ผู้ชี้นำของเรา (หนึ่งในคณะผู้สอนคำสอนและชีวประวัติของพระเยซู (evangelists)) ในขณะที่ชี้ถึง Dome of the Rock และมัสยิดอัล-อักซอ เขากล่าวว่า พระวิหารหลังที่สามจะถูกสร้างขึ้นที่นั่น เราได้เตรียมการทุกอย่างไว้แล้วสำหรับการสร้างพระวิหาร แม้แต่วัตถุดิบสำหรับการก่อสร้างก็จัดไว้พร้อมแล้ว" (9)

     บาทหลวง "Klaydlat" ผู้ดูแลโบสถ์ “นุซูล รูฮุ้ลกุดุซ” ได้อรรถาธิบายเนื้อหาส่วนต่าง ๆ ของพระคัมภีร์ไบเบิลจนกระทั่งเขากล่าวว่า การสร้างวิหารหลังที่สามของชาวยิวนั้นจะต้องเกิดขึ้นก่อนการมาครั้งที่สองของพระคริสต์ เขาได้ลงมือสร้างลูกวัวสีแดง (ซึ่งลูกวัวนี้ถูกสร้างขึ้นแล้วและเก็บรักษาไว้ในอิสราเอล) ด้วยกับการเชือดพลีมัน พวกเขาจะใช้เถ้าถ่านที่ผลิตขึ้นในขณะสวดมนต์ศีลมหาสนิท (พิธีมิสซา) ในวิหารในอนาคต เพื่อที่จะให้สิ่งนี้เกิดขึ้น จำเป็นจะต้องทำลายอาคารต่าง ๆ ของอิสลาม อย่างเช่น Dome of the Rock (10)

     ในท้ายที่สุด ลัทธินี้ซึ่งตามความเชื่อของบาทหลวง "ริยาด เกรกอรี่" (หัวหน้าสภาคริสตจักรตะวันออกกลาง) คือลัทธิที่เบี่ยงเบนออกไปจากความเชื่อที่แท้จริงของศาสนาคริสต์ เป็นการปกป้องแผนงานต่าง ๆ ทางการเมืองและชาติพันธุ์อันเป็นเฉพาะ พวกเขาอธิบายเงื่อนไขต่าง ๆ ทั้งหมดเหล่านี้ขึ้นมา พวกเขาเชื่อมโยงสงครามครั้งสุดท้ายเข้ากับ “อาร์มาเกดดอน (Armageddon)" เพื่อสร้างเส้นทางการเป็นตำรวจตะวันออกกลางในนามของอิสราเอล พร้อมกับการครอบงำตะวันออกกลาง เพื่อสะสมความมั่งคั่งให้มากยิ่งขึ้น และทำให้การครอบครองแหล่งสำรองพลังงานในภูมิภาคนี้เป็นเรื่องง่ายดายขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยกับการทำความรู้จักกลุ่มนี้ให้มากยิ่งขึ้น จะช่วยทำให้เราสามารถรู้จักศัตรูของตนเองได้ดียิ่งขึ้น แล้วเราจะได้เป็นผู้ที่ช่วยเหลือที่แท้จริงและมีความบริสุทธิ์ใจคนหนึ่งของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.)


เชิงอรรถ :

(1) มุฮากะมะฮ์ ไซออนิสม์ อิสราเอล (การพิพากษาลัทธิไซออนิสต์ของอิสราเอล), โรเจอร์ การูดี้, หน้าที่ 145, สำนักพิมพ์กัยฮาน, พิมพ์ครั้งที่ 2 ปี 1380 (ปีอิหร่าน)

(2) ตะดารุก แญงก์ บุโซรก (การเตรียมพร้อมอภิมหาสงคราม), กรีซ ฮาลเซิล, หน้าที่ 219

(3) ศีลจุ่ม (พิธีบัปติสมา) : หมายถึงการที่ชาวคริสต์จะทำการอาบน้ำหรือพรมน้ำให้แก่บรรดาผู้ที่หันมานับถือศาสนาคริสต์ใหม่ ตามพิธีกรรมอันเฉพาะ (ฟัรฮังก์ มุอีน)

(4) คริสเตียนไซออนิสต์, เขียนโดยมุฮัมมัด กุรบานี, อ้งอิงจากบิชอปริยาด เกรกอรี่ (หัวหน้าสภาคริสตจักรตะวันออกกลาง), สำนักพิมพ์นัชร์ มะอาริฟ

(5) คริสเตียนไซออนิสต์, สตีเฟ่น ไซเซอร์, หน้าที่ 45

(6) ยะดุลลอฮ์ (พระหัถต์แห่งพระเจ้า), เกรซ ฮาลเซลล์, หน้าที่ 104, สำนักพิมพ์ฮิล้าล

(7) คริสเตียนไซออนิสต์, สตีเฟ่น ไซเซอร์, หน้าที่ 35

(8) แหล่งอ้างอิงเดิม

(9) แหล่งอ้างอิงเดิม หน้าที่ 92

(10) แหล่งอ้างอิงเดิม หน้าที่ 105


แปลและเรียบเรียงโดย : เชคมุฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ

ศูนย์สารสนเทศอิสลาม สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม